วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

การประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์

คำที่ออกเสียง  อะ   ในภาษาไทยมีทั้งที่ปรากฏรูปสระ  เรียกว่า  ประวิสรรชนีย์ และไม่ปรากฏรูปสระ  ที่เรียกว่า  ไม่ประวิสรรชนีย์   เพื่อให้การใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องตามหลักการเขียนคำที่ปรากฏสระ อะ  และที่ไม่ปรากฏ สระ อะ  ในคำไทยนั้นมีข้อที่น่าสังเกต  ดังนี้
คำที่ประวิสรรชนีย์    ได้แก่
๑.      คำพยางค์เดียวที่ออกเสียงสระ  อะ   ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น  กะ  จะ  ปะ   นะ  คะ 
๒.    พยางค์ของคำ เมื่อออกเสียงสระ  อะ  ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น   ธุระ   หิมะ  ลักษณะ  ศิลปะ  อิสระ  อมตะ  สรณะ  กระบะ 
๓.     คำเดิมเป็นคำสองพยางค์  ต่อมาเสียงหน้ากร่อนเป็นเสียง  อะ  ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น
หมากพร้าว                   -              มะพร้าว                                 หมากม่วง             -              มะม่วง
หมากเขือ                      -              มะเขือ                                    หมากขาม             -              มะขาม
ต้นแบก                          -              ตะแบก                                  ต้นเคียน               -              ตะเคียน
ตาวัน                              -              ตะวัน                                     ตาปู                       -              ตะปู
สายดือ                           -              สะดือ                                     สายดึง                   -              สะดึง
เฌอเอม                         -              ชะเอม                                   คำนึง                      -              คะนึง
ฉันนั้น                           -              ฉะนั้น                                    ฉันนี้                     -              ฉะนี้
๔.     คำที่กร่อนจากคำอัพภาสซึ่งมักใช้ในคำประพันธ์  ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น
ริกริก                              -              ระริก                                      แย้มแย้ม                -              ยะแย้ม
ครื้นครื้น                       -              คระครื้น                                ฉาดฉาด                 -              ฉะฉาด
วับวับ                             -              วะวับ                                      วาบวาบ                 -              วะวาบ
๕.     คำที่พยางค์หน้าออกเสียง  กระ  ประ  ให้ประวิสรรชนีย์   เช่น
กระษัย           กระษาปณ์             กระเสียร               กระหนก               ประกาศ                 ประณีต 
ประจักษ์        ประคอง                ประสิทธิ์               ประสาท                ประหวัด               
๖.      คำที่พยางค์หน้าออกเสียง   ระ  ที่มาจากภาษาเขมร  ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น
ระเบียน         ระเบียบ                ระบำ                      ระเมียร                  ระลอก                   ระมาด
๗.     คำที่มาจากภาษาจีน  ญี่ปุ่น  และอื่น ๆ  ให้ประวิสรรชนีย์  เช่น
บะหมี่            ตะหลิว                  บะจ่าง                    ประไหมสุหรี       มะเดหวี                 ปะหนัน
ระตู                กะละมัง                อะแวหวุ่นกี้          มะตะบะ               มะงุมมะงาหรา
คำที่ไม่ประวิสรรชนีย์      ได้แก่
                ๑. คำที่เป็นพยัญชนะโดด ๆ  ออกเสียงพยัญชนะนั้นประสมกับสระ   -ะ    เช่น
                           ที่มีความหมายว่า    ใน   ที่     ออกเสียงว่า    ณะ       เช่น      กาลครั้งหนึ่ง      สวนลุมพินี
                            ที่มีความหมายว่า     ท่าน   เธอ   ออกเสียงว่า    ทะ   เช่น           ประสงค์ใด
ฯพณฯ   ที่เป็นคำนำหน้าชื่อหรือตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่  ออกเสียงว่า  พะ - นะ - ท่าน   เช่น  
ฯพณฯ    นายกรัฐมนตรี
                ๒. คำสองพยางค์  ที่พยางค์หน้ากร่อนเสียงเหลือเพียงพยัญชนะต้นประสมกับสระ   -ะ  บางคำ  เช่น
                     อันหนึ่ง          -        อนึ่ง              ผู้ญาณ                      -      พยาน                    ท่านนาย     -     ทนาย
                ๓. คำที่มาจากภาษาเขมร    เช่น  กบาล   ขจี   ฉบับ   ถนน    ผกา     ผสม   ลออ   สงัด   สดับ   สนม
                ๔. คำที่แผลงมาจากคำพยางค์เดียว  มีพยางค์หน้าออกเสียงพยัญชนะต้นประสมกับสระ  -ะ  เช่น
                    เดิม    แผลงเป็น              เผดิม                      บวช        แผลงเป็น              ผนวช
                   เกย      แผลงเป็น              เขนย                      ขด           แผลงเป็น              ขนด
                   ขาน    แผลงเป็น              ขนาน
                ๕. คำภาษาบาลีสันสกฤต ที่ออกเสียงพยัญชนะต้นประสมกับสระ  -ะ     เช่น
                    กนก                  กษัตริย์                   นภา       มติ          รวิ           ลดา         สดุดี        อวตาร    อนงค์
                ๖. คำภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งเป็นคำสมาสพยางค์ที่ออกเสียงสระ   -ะ    เชื่อมระหว่างคำ   เช่น
                  คณิตศาสตร์       จตุรพิธ            ทิพรส      รัตนตรัย              ศิลปศึกษา      สาธารณสุข     อิสรภาพ
                ๗.คำที่มาจากภาษาอื่น  พยางค์ที่ออกเสียง   -ะ    ระหว่างพยางค์    เช่น     ชวา     พม่า     พลาสติก
                  มลายู                              สกี          สวีเดน                   อเมริกา                  ไอศกรีม

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มารู้จักการจัดการเรียรรู้ตามแนวทาง BBL ( Brain-based Learning) กันเถอะ

การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง BBL( Brain-based  Learning ) คืออะไร       
          
สถาบันส่งเสริมอัฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (2550 ฉ, 2551)  กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง (BBL : Brain - based  Learning)  คือการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองแต่ละช่วงวัย  เป็นการนำองค์ความรู้เรื่องสมองมาใช้เป็นฐานในการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยมีที่มาจากศาสตร์การเรียนรู้  2  สาขา  คือ

            1) ความรู้ทางประสาทวิทยา ( Neurosciences) ซึ่งอธิบายที่มาของความคิดและจิตใจของมนุษย์  โดยเฉพาะในด้านที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับทักษะการเรียนรู้ อันได้แก่  ความสามารถในการเรียนรู้  ความจำ ความเข้าใจ  และความชำนาญ โดยผ่านทฤษฎีว่าด้วยการทำงานของสมองเป็นสำคัญ
   
            2) แนวคิด/ทฤษฎี  การเรียนรู้ (Learning Theories)  ต่าง ๆ ที่อธิบายเกี่ยวกับการเรียนรู้ของสมองมนุษย์ และกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นและมีพัฒนาการอย่างไร

           การบูรณาการองค์ความรู้ทั้ง 2 สาขาเข้าด้วยกันทำให้กระบวนการจัดการเรียนรู้ตั้งอยู่บนฐานของการพิจารณาว่าปัจจัยใดบ้างจะทำให้สมองมีการเปลี่ยนแปลง  สมองมีปฏิกิริยาตอบรับต่อการเรียนการสอนแบบใดและอย่างไร  ซึ่งทั้งหมดนี้นำไปสู่การจัดกิจกรรมระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน  การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และที่สำคัญ  คือการออกแบบและใช้เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ  โดยเน้นว่าต้องเน้นให้ผู้เรียนสนใจ  เกิดการเรียนรู้  ความเข้าใจ การจดจำตามมา  และนำไปสู่ความสามารถในการใช้เหตุผล  เข้าใจ ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ในทุกมิติของชีวิต

หลักการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง

           Caine  and  Caine  อ้างถึงใน  สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ( 2553) กล่าวถึง หลักการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมองเป็นฐานว่ามี  12  ประการ  ได้แก่
          
             1) สมองเป็นกระบวนการคู่ขนาน ในการจัดการเรียนการสอนครูจึงต้องใช้เทคนิคและวิธีการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ  เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น
             2) ศักยภาพในการเรียนรู้เกิดจากการปฏิสัมพันธืร่วมกันระหว่าง  การทำงานของระบบต่าง ๆของร่างกาย  อารมณ์  การจัดการกับความเครียด  ภาวะโภชนาการ  การออกกำลังกานและการเล่นเพื่อผ่อนคลาย  ปัจจัยดังกล่าวจึงนับว่ามีความสำคัญต่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น
            3) สมองเลือกที่รับรู้และเรียนรู้ในสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง  มนุษย์มีความต้องการเรียนรู้ตั้งแต่กำเนิด  การจัดการเรียนการสอนจึงควรใช้วิธรที่ท้าทายและมีความหมาย  ได้แก่  การส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักค้นหาคำตอบจากคำถามด้วยตนเอง
            4) กระบ;นการค้นหาความหมายของสมองเกิดขึ้นโดยกระบวนการที่มีรูปแบบ การเรียนรู้ของแต่ละบุคคลจึงเกิดขึ้นอย่างมีรูปแบบด้วยเช่นกัน  การจัดการเรียนการสอนจึงต้องจัดอย่างมีรูปแบบและเหมาะสมกับผู้เรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น
            5) อาราณ์และเจตคติมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล  ครูจึงต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน โดยควรจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนการสอนให้เอื้อต่อผู้เรียนทั้งด้านอาราณ์และเจตคติ
           6) กระบวนการทำงานขอองสมองเพื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นได้กับสมองบางส่วนและการประสานสัมพันธ์กับสมองทุกส่วนพร้อม ๆกัน  การจัดการเรียนรู้จึงต้องจัดกิจกรรมทั้งที่เน้นการใช้สมองเฉพาะส่วนและการเชื่อมโยงของสมองทุกส่วน
           7) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างความสนใจกับการรับรู้สิ่งที่อยู่รอบ ๆ  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงควรดึงดูดความสนใจของผู้เรียน  และเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ดีขึ้น
           8) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ  เนื่องจากการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง
เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจัดการเรียนการสอนจึงควรสอดแทรกสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้ได้โดยไม่รู้ตัว  กล่าวได้ว่าประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ของผู้เรียน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในภาวะที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
           9) สมองจัดเก็บข้อมูลในความทรงจำอย่างน้อย 2 ระบบในแต่ส่วนของสมอง  การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นได้ดีหากมีการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่รับรู้เดิมกับประสบการณืที่ได้รับใหม่ และมีความหลากหลาย
         10) การเรียนรู้เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนรู้ จึงควรจัดให้สอดคล้องกับสถาพแวดล้อมจริงของผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนได้เรียนจากประสบการณ์จริงซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น
         11) การเรียนรู้ที่ซับซ้อนเกิดขึ้นได้ดีด้วยการเผชิญกับควาท้าทาย และถุกยับยั้งด้วยการคุกคามและการทำให้เกิดความหวาดกลัว เช่น  การลงโทษ  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงควรให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างสนุกสนานและมีความสุข
         12) สมองของแต่ละบุคคลมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน  เนื่องจากบุคคลมีความแตกต่างกันทั้งด้านพันธุกรรม  สภาพแวดล้อม  ประสบการณ์และสิ่งกระตุ้นที่ได้รับ  การจัดการเรียนรู้จึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลายและเหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน
        
                                                             บรรณานุกรม
      

ส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้, สถาบัน. (2550ฉ). สมองเรียนรู้อย่างไร. เอกสารประกอบ
การอบรมครู BBL ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.

วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนัก. (2553). การศึกษาผลการติดตามการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง(BBL :Brain-based  Learning) ระดับประถมศึกษาในโรงเรียนศูนย์ปฐมวัยต้นแบบเข้มแข็ง.

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สอนศิษย์รักให้รู้จักอ่านเขียน


          
            การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตของมนุษย์  การอ่านมากย่อมทำให้เกิดความรู้ในแก่นแท้และประสบการณ์ที่หลากหลายในแต่ละเรื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม ตลอดจนประเทศชาติได้ 
             แต่ปัจจุบันพบว่าคนไทยยังไม่มีนิสัยรักการอ่านเท่าที่ควร  ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้มีนิสัยรักการอ่านจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ  ผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทุกภาคส่วน  ไม่ว่าจะเป็นครู  พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน จะต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มที่ ในการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กสนใจในการอ่านให้มากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่านในที่สุด  อย่างไรก็ตามการที่จะปลูกฝังให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่านควรจะเริ่มตั้งแต่เขาอยู่ในวัยเยาว์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น"ไม้อ่อนที่ยังดัดได้ง่าย"  อย่าได้ไปเริ่มในวัยผู้ใหญ่เดี๋ยวจะเป็น"ไม้แก่ที่ดัดยาก" เสียแล้ว การที่จะเห็นคนไทยมีนิสัยรักการอ่านนั้นก็คงจะเป็นไปได้ยาก            

            วันนี้ผู้เขียนขอเสนอบทความของท่านอาจารย์ชาตรี  สำราญ  ผู้คร่ำหวอดในวงการศึกษาไทยมานาน โดยเฉพาะการเรียนการสอนภาษาไทย  ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในแวดวงครูภาษาไทยดี  ท่านมีผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาไทยมากมาย และนี่ก็เป็นอีกชิ้นงานหนึ่งของท่านที่มีผู้นำมาเผยแพร่อยู่เนือง ๆ  ตั้งแต่  ปี 2545  จนถึงปัจจุบัน  ผู้เขียนเห็นว่าเป็นวิธีการสอนอ่านที่ดีที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง พ่อแม่ หรือคุณครูอาจนำไปปรับใช้กับการสอนอ่านให้แก่ลูก (ศิษย์) ของท่านได้นะคะ รายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นเชิญติดตามอ่านได้เลยค่ะ


สอนอย่างไรให้ลูก (หลาน) ศิษย์อ่านหนังสือได้

คุณเชื่อไหมว่า เด็กๆ นั้นพอเขาเริ่มอ่านหนังสือออกเขียนหนังสือได้ เขาก็จะเริ่มอ่านเริ่มเขียนทันที ตรงนี้แหละที่เราต้องการ ผมเรียกว่า เด็กเริ่มพร้อมที่จะอ่านจะเขียน ผึ้งเป็นหลานสาวผม และผึ้งก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ พออ่านเรื่องราวที่ผึ้งกับปู่ช่วยกันคิดเขียนปิดไว้ข้างฝาผนังมากเข้า ผึ้งก็อยากอ่านหนังสือเล่ม เช้าวันนี้ผึ้งหยิบหนังสือแบบเรียนภาษาไทยของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ มานั่งอ่านข้างๆ ผม “ปู่คะอ่านว่าไงคะ” ผึ้งชี้ที่รถไฟ ผมบอกผึ้ง ผึ้งอ่านเบาแล้วก็เริ่มสะกดคำอ่าน ม - า - มา

รถไฟรถ
ไฟมา
ตา มา รถไฟ

             แน่นอนในเมื่อตัวพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ผึ้งฝึกอ่าน เขียนนอกเวลาเรียนเป็นเรื่องๆ อยู่บ่อยๆ ผึ้งจำสิ่งเหล่านั้นได้ไม่หมดทุกตัว แต่พอผมชี้ให้ดูในแผนภูมิคำเหล่านั้น ผึ้งจะรำลึกขึ้นมาได้


            พอผึ้งเริ่มอ่านหนังสือที่ปู่หยิบขึ้นมาสอนได้ ผึ้งก็มีกำลังอ่านและอ่าน ช่วงนี้เองจะมีคำสะกดยากๆ เช่น นก ตก จน คน ซึ่งผมจะไม่สอนคำเขียนคือสอนว่า ค - น - คน แต่ผมจะสอน ค - โ - ะ - น - คน แล้วเขียนให้ดูดังนี้ คโะน พร้อมกับถามว่าอ่านยากไหม ผึ้งหัวเราะพร้อมกับบอกผมว่า “ตัวอะไรก็ไม่รู้” ทำเสียงแบบนักร้อง เราหัวเราะด้วยกันก่อนที่ผมจะบอกว่า เขียนแล้วอ่านยากจึงดึงเอา โ-ะ ออกไปคงแบบเดียวกัน แม้แต่คำ นก ตก รก ปก ก็ใช้วิธีการเดียวกัน แล้วเราก็ฝึกอ่านสะกดคำเหล่านั้น

             คำว่า วัน ขัน กัน ปัน ก็สอนในลักษณะเดียวกันเปลืองเนื้อที่และอ่านยากเลยลดลงเป็น วัน ฉัน ขัน ผมจะไม่บอกว่าเป็น สระลดรูป สระเปลี่ยนรูป เพราะยากเกินเด็กตัวน้อยๆ จะเข้าใจ

            ผมเองนั้นยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า สมัยเรียนหนังสือผมไม่เข้าใจหลักภาษา หรือไวยากรณ์ เพราะผมมองไม่เห็นภาพ มีแต่ท่องจำ และจำยากเพราะกฎเกณฑ์มากเหลือเกิน แต่พอเป็นครูผมดูภาษาไทยเชิงวิเคราะห์คำ ผมเห็นภาพในคำและเห็นคำในภาพ ทำให้ผมเข้าใจภาษามากขึ้นอ่านวรรณคดีแบบมีความสุขเพราะได้อรรถรสทางวิญญาณเข้าไปด้วย หนังสือที่ผมอ่านแต่ละเล่มถ้ามีคำแปลกใหม่กินใจผม ผมจะบันทึกไว้แล้วนำมาพินิจพิจารณาหาทางใช้ให้เป็นประโยชน์

              การเรียนการสอนที่ดีต้องสอนให้ผู้เรียน รู้วิธีการเรียนรู้ รู้วิธีคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งและสร้างสรรค์ พร้อมกับนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตนได้จริงๆ การเรียนที่นำมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ได้จริงนั้นมีคุณค่าต่อผู้เรียนยิ่งนัก

             ผมสอนผึ้งแบบสบายๆ ไม่มีแรงกดดันใดๆ ทั้งสิ้น ผมไม่ได้นำผลการเรียนของผึ้งไปเปรียบเทียบกับใคร ผมคอยให้ผึ้งประเมินผลการสอนของผมมากกว่า ผมประเมินผลการเรียนของผึ้ง เพราะเมื่อผึ้งอ่านออก เขียนได้เพียงใด แสดงให้เห็นผลการสอนของผมเพียงนั้น ผมเฝ้าดูผลการเรียนของผึ้งเพื่อนำมาพัฒนาผลการสอนของผม มากกว่าดูผึ้งเพื่อตัดสินชะตากรรมของผึ้ง ปู่หลานร่วมกันเรียนรู้วิธีสอนและวิธีเรียน

             เมื่อผึ้งอ่านหนังสือได้ ผมจะไม่ให้ผึ้งอ่านหนังสือเล่มเดียว บทเรียน แบบเรียนภาษาไทยของกระทรวงศึกษา ไม่ใช่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ครูต้องยึดมาสอนเด็กตลอดปี หนังสือแบบเรียนภาษาไทยเล่มหนึ่ง เล่มสองไม่ได้สอนวิธีการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ครูต้องสอนหนังสือหลายๆ เล่มเวลานักเรียนอ่านเรื่องใด ครูจับประเด็นมาถามให้นักเรียนค้นหาคำตอบจากหนังสือหลายๆ เล่ม เช่น ชั้น ป.1 ถามให้นักเรียนค้นหาคำที่ประวิสรรชนีย์ เปิดโอกาสให้เด็กๆ ค้นจากหนังสือหลายๆ เล่ม เขาค้นเล่มใดให้จดชื่อหนังสือนำมาอ้างอิงแหล่งค้นคว้าด้วย สิ่งนี้ผู้สอนต้องฝึกผู้เรียน

วิธีการเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้
ความคิดสร้างสรรค์
และการนำประยุกต์ใช้

              คือ เพชรของผู้เรียน คือขุมทรัพย์ทางปัญญาของผู้เรียน เวลาผมให้ผึ้งอ่านหนังสือจะนั่งฟัง มีช่วงใดที่ผมจะสามารถนำมาตั้งคำถามได้ ผมจะถาม เช่น ผึ้งอ่าน ตา มา รถไฟ ผมถามผึ้งว่า “ถ้าตาไม่มากับรถไฟตาจะมาหาผึ้งทางใดได้อีก” ครับ ผมต้องการให้ผึ้งคิดจากการอ่าน เพื่อผึ้งอ่านแล้วได้คิด ผึ้งตอบผมว่ามาทางเรือ ทางรถยนต์ ทางเครื่องบิน ทางรถจักรยานยนต์ ผมถามต่อไปว่า “ถ้าปู่จะให้ผึ้งไปหาปู่ที่ยะลาผึ้งจะไปอย่างไร” ผึ้งตอบผมว่า “จะนั่งเครื่องบินไปหา เพราะไม่เสียเวลาผึ้งจะทำงนเก็บเงินไว้แล้วนั่งเครื่องบินไปหาปู่” คำตอบเด็กน้อยซ่อนปริศนาให้คิดมากมาย โดยเฉพาะผึ้งตอบแบบเฉพาะบอกได้ว่าทำไม นั่นคือการตอบที่ไตร่ตรองแล้ว คำตอบที่มีเหตุมีผลคือสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในสยามประเทศทุกคน


              ผมจะใช้เวลาพูดคุยกับผึ้งมาก พ่อแม่ของผึ้งก็จะให้เวลากับผึ้งมาก เวลาผึ้งกับน้องใหม่ขัดใจกัน ทะเลาะกัน พ่อแม่ของผึ้งให้ผึ้งคิดหาเหตุผลของความเป็นพี่สาวและน้องใหม่ต้องหาเหตุผลของความเป็นน้องสาว เมื่อต่างคนต่างรู้เหตุและผลดีแล้ว (อารมณ์โกรธสงบ อารมณ์ดีเข้ามาแทนทั้งคู่ก็จะมาเล่นด้วยกัน) นี่เป็นการสอนคนให้ก้าวสู่ความเป็นมนุษย์ เวลาผึ้งจะซื้อของเล่น (ที่มีอยู่ก็มาก) พ่อแม่ให้หาความจำเป็นบอกประโยชน์ บอกเหตุผล ถ้าสมเหตุสมผลก็จะซื้อ แต่ตอนนี้เด็กทั้งสองชอบซื้อหนังสืออ่านมากกว่าของเล่นอื่นๆ

             การเสวนากันแบบให้เหตุผลค้นหาคำตอบเป็นการสร้างปัญญาให้เกิด เพราะคำตอบจะได้มาต้องมีข้อมูล ต้องหาเหตุผลหาข้อมูล ให้ข้อมูลมาช่วยกันวิเคราะห์ สรุปเป็นข้อมูลความรู้ เสวนาต่อหาความเป็นไปได้สรุปเป็นความรู้ ทำบ่อยๆ จะเป็นนิสัยปัญญาก็ย่อมเกิด

             การสอนให้ผึ้งอ่านหนังสือแล้วมาสนทนากันนั้นจะต้องปล่อยให้ผึ้งอ่านจบเรื่องก่อนถ้าไม่จบเรื่อง ถือว่า ขัดจังหวะ ผึ้งไม่ชอบให้ใครขัดจังหวะเวลาอ่านหนังสือ เมื่อผึ้งอ่านจบแล้วเรามานั่งคุยกันถามคำถามที่ขึ้นต้นด้วย ทำไม ส่งผลให้ผึ้งต้องใช้ความคิด


“ทำไม แม่ไก่สีแดง ไม่ยอมให้เพื่อนกินขนมในตอนแรก”
“ทำไมเพื่อนของแม่ไก่สีแดงจึงมาช่วยแม่ไก่ทำงาน”
“เรื่องอย่างนี้ในบ้านเรามีไหม”
“ใครบ้างเอ่ย บางครั้งเป็นเหมือนแม่ไก่สีแดง แต่บางครั้งเป็นเหมือนหมูกับแมวและเป็ด”

             คำถามชวนคิดทำให้ผึ้งต้องอ่านเรื่องซ้ำ อ่านแล้วมาชวนปู่ให้ตั้งคำถามถามผึ้ง ครับผึ้งชอบอ่านกับคิด แต่ไม่ชอบเขียน....


ที่มาข้อมูล : ชาตรี สำราญ สานปฏิรูปการศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 57 2545

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

แนะนำแหล่งเรียนรู้ (Academic Resource) สพป.ขอนแก่น เขต 4


               ห้องสมุดเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนในแต่ละยุคสมัย  เพราะห้องสมุดเป็นแหล่งสืบทอดการเรียนรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง  ในสมัยโบราณห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักปราชญ์  ปัจจุบันห้องสมุดก็ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้ที่ต้องการความรู้  การเรียนรู้และการวิจัยมีกระบวนการศึกษาเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ห้องสมุดมีไว้เพื่อการศึกษาค้นคว้าและเป็นคลังความรู้ของคนในสังคม หรือองค์กร การส่งเสริมให้คนศึกษาหาความรู้ เป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเป็นสังคมที่ชาญฉลาด  สพป.ขอนแก่น เขต 4  ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ (Academic Resource) สพป.ขอนแก่น เขต 4 ขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกแห่งหนึ่งของบุคลากรในสังกัด
              
            บุคลากรในสังกัด โดยเฉพาะผู้บริหาร และครูผู้สอน หลายท่าน อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่า สพป.ขอนแก่น เขต 4 มีแหล่งเรียนรู้ ไว้บริการแก่ท่าน และตั้งอยู่บริเวณใดของสำนักงานเขตฯ วันนี้จะแนะนำให้ท่านได้รู้จักแหล่งเรียนรู้แห่งนี้เป็นเบื้องต้นก่อนนะคะ

            อาคารแหล่งเรียนรู้(Academic  Resource) สพป.ขอนแก่น เขต 4  ตั้งอยู่ในบริเวณด้านหน้าอาคารหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80  พรรษา 5 ธันวาคม  2550  อำนวยการสร้างโดยท่านสายัณห์  ผาน้อย      ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4  เปิดทำการครั้งแรกในวันที่  5  กรกฎาคม  2553

                          แหล่งเรียนรู้ (Academic  Resource) สพป.ขอนแก่นเขต4
                                                                    
                                          แนะนำหนังสือใหม่                                                            
                                                     ห้องมัลติมีเดีย
                                                 มุมวิชาการและคู่มือต่าง ๆ
                                               มุมนวนิยายและวรรณกรรมเยาวชน
                                                      มุมหนังสืออ้างอิง
                                                      ภายในแหล่งเรียนรู้
                                                    ด้านหน้าของแหล่งเรียนรู้
                                            วันทำพิธีเปิด  5  กรกฎาคม  2553
                                                   
ท่านเสน่ห์  ขาวโต
ประธานในพิธีเปิดแหล่งเรียนรู้

ท่านเสนน่ห์  ขาวโต
สมัครเป็นสมาชิกคนแรกของแหล่งเรียนรู้

มุมพระราชนิพนธ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี


มุมวิทยานิพนธ์ ,งานวิจัย และหนังสือทั่วไป

มุมหนังสือธรรมะ และหนังสือสำหรับเยาวชน

มุม search  internet

ท่านผู้มีเกียรติเข้าเยี่ยมชมในวันทำพิธีเปิด

                                                       มุมอ่านหนังสือโต๊ะกลาง                       

             นี่เป็นแค่เพียงภาพบรรยากาศภายในของแหล่งเรียนรู้ สพป.ขอนแก่น เขต 4     บางส่วนเท่านั้นนะคะ  ถ้าท่านได้มีโอกาสมาเยี่ยมชม ตลอดจนมาใช้บริการของเรา  ท่านอาจจะรู้สึกได้ว่าที่นี่เป็นได้มากกว่าแหล่งศึกษาค้นคว้า  เพราะท่านยังสามารถใช้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ผ่อนคลาย    ด้วยการดูหนัง   ฟังเพลง  จากห้องมัลติมีเดียได้ด้วย  และถ้าหากท่านใดสนใจที่จะขอยืมวัสดุการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ    สิ่งพิมพ์  ตลอดจน สื่อมัลติมีเดียทางการศึกษา   ( CD , VCD)  เพียงแต่ท่านสมัครเป็นสมาชิก(ฟรีค่ะ) ท่านก็สามารถยืมวัสดุการอ่าน จากแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ได้เลย  ที่นี่เปิดทำการในวันและเวลาราชการ 

               ยินดีต้อนรับบุคลากรในสังกัดทุกท่านค่ะ

          เรามาร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมที่ชาญฉลาดด้วยการอ่านกันเถอะค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำอย่างไรให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน

            
             การอ่านเปรียบเสมือนเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูเข้าไปหาความรู้ที่มีอยู่มากมายในโลกนี้  หากผู้ใดอ่านมากย่อมส่งผลให้ผู้นั้นเกิดการเรียนรู้และสามารถพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งประสบการณ์ กระบวนการคิด การตัดสินใจ  การแก้ปัญหา  รวมถึงการช่วยพัฒนาความคิด  สติปัญญา จริยธรรม  ศีลธรรม และเชาว์ปัญญาได้เป็นอย่างดี  หรืออาจกล่าวได้ว่า  การอ่านมีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ  ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติโดยรวมทุกด้าน  รวมทั้งเครือข่ายที่โยงใยไปทั่วโลกในฐานะที่สังคมโลกเป็นสังคมของการอ่าน 

            จากความสำคัญของการอ่านดังกล่าว  หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงพยายามรณรงค์ให้ประเทศสมาชิกได้ส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศอย่างทั่วถึง ต่อเนื่องและจริงจัง  สำหรับประเทศไทยได้ใความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวจึงได้รณรงค์ส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีแล้ว  แต่ก็ยังพบว่า คนไทยยังไม่มีนิสัยรักการอ่านเท่าที่ควร   รัฐบาลในยุคปัจจุบันจึงประกาศวาระแห่งชาติให้ปี พ.ศ. 2552-2561  เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน

           อย่างไรก็ตามการที่จะสร้างให้คนมีความรักในการอ่านตลอดชีวิตได้นั้น  ควรเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กซึ่งอาจเริ่มต้นที่บ้านโดย พ่อแม่ ผู้ปกครอง  สามารถส่งเสริมให้ลูกมีนิสัยรักการอ่านด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

            เมื่อลูกอยู่ในช่วงวัยเริ่มอ่านหนังสือ

            1. แนะนำให้ลูกคุ้นเคยกับหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก
            2. อ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำ  และขณะที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังควรทำน้ำเสียงให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมทางอารมณ์และกระตุ้นความสนใจของพวกเขา   ควรเปิดโอกาสให้ลูกของคุณได้ช่วยพลิกหรือเปิดหน้าหนังสือ และชี้รูปต่าง ๆที่อยู่ในหน้าหนังสือ
            3. ให้เด็กเห็นคุณพ่อคุณแม่ อ่านหนังสือ ลูกจะได้เลียนแบบคุณพ่อแม่
            4. เมื่อพ่อแม่อ่านหนังสือไปพร้อม ๆ กับลูก ให้ใช้นิ้วมือไล่ตามคำแต่ละคำที่อ่าน  เพื่อให้ลูกจะได้ปะติดปะต่อตัวหนังสือเข้ากับเรื่องราวได้
            5. พูดคุยถึงหนังสือและเรื่องเล่า  เมื่ออ่านหนัสือจบแล้ว คุณควรกระตุ้นให้ลูก หัดตั้งคำถามและชวนคุยเรื่องราวที่อ่าน
             6. เวลาที่พ่อแม่พาลูก ๆออกไปนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตลาด  สวนสาธารณะ  ตลาด หรือบ้านเพื่อน ลองแสดงความคิดเห็นและฝึกตั้งคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์รอบตัว
  
             เมื่อลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น

             1.ขอให้ลูกคนโตอ่านหนังสือให้น้องฟัง นี่อาจเป็นการจุดประกายให้เด็กเล็กอยากอ่านหนังสือ
             2. อ่านหนังสือกับลูกทุกครั้งที่มีโอกาส
             3.โน้มน้าวให้เขาอ่านหนังสืออย่างค่อยเป็นค่อยไป  พ่อแม่จำเป็นต้องเพิ่มความใส่ใจและค้นหาสิ่งที่ลูกสนใจจริง ๆ เมื่อพบแล้วคุณก็สามารถจูงใจให้ลูกอ่านได้อย่างสร้างสรรค์  เช่นลูกสนใจอินเตอร์เน็ต และชอบดูโทรทัศน์  พ่อแม่อาจจะรวมเอาสองสิ่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอ่านด้วย
            4. แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกอ่านทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน  ในช่วงวัยนี้พ่อแม่ควรมีส่วนช่วยลูกอย่างมากในการขยายขอบเขตการอ่านจากที่บ้านสู่การอ่านในห้องเรียน